เกษตรอินทรีย์ vs ไฮโดรโปนิกส์

เลือกอ่านตามหัวข้อ

ในปัจจุบันเป็นที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่า สรุปแล้วการปลูกพืชแบบออร์แกนิก (Organic) หรือที่บางคนเรียกว่า เกษตรอินทรีย์ กับการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics)ที่ไม่ใช้ดิน อย่างไหนดีกว่ากัน ซึ่งในบทความนี้เราจะมาอธิบายและเปรียบเทียบให้เห็นว่าระบบการปลูกพืชทั้ง 2 แบบ มีวิธีการอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างในด้านใดบ้าง โดยผมขออธิบายแยกเป็นหัวข้อไปนะครับ

 

1. นิยาม

เกษตรอินทรีย์ คือ การทำการเกษตรด้วยกรรมวิธีทางธรรมชาติ โดยที่ภายในพื้นที่ที่ทำการเกษตรต้องไม่มีสารพิษ หรือสารเคมีตกค้างและหลีกเลี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีทั้งทางดิน น้ำ และอากาศ เพื่อความสมบูรณ์ทางชีวภาพในระบบนิเวศน์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามสมดุลของธรรมชาติให้มากที่สุด ซึ่งนอกจากจะปลอดภัยจากสารพิษและสารเคมีตกค้างแล้ว เกษตรอินทรีย์ยังไม่มีการใช้เมล็ดพันธุ์หรือต้นพันธุ์ที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมอีกด้วยครับ พูดง่าย ๆ คือ ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากธรรมชาติทั้งสิ้นเลย ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย ดินหรือว่าแสงแดดครับ

การปลูกพืชไร้ดิน คือ การปลูกพืชโดยการนำรากของพืชไปแช่ในสารละลายธาตุอาหารแทนที่จะใช้ดินปลูกครับ ซึ่งในการปลูกแบบนี้จะทำให้พืชมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าแบบอินทรีย์เพราะว่าพืชได้รับธาตุอาหารผ่านทางปุ๋ยที่เรียกกันว่า ปุ๋ย A ปุ๋ย B ได้เร็วกว่าปุ๋ยประเภทชีวภัณฑ์นั่นเอง ซึ่งการปลูกแบบไร้ดินทำได้หลากหลายแบบเลยครับ โดยปัจจุบันมีการต่อยอดหลักการในการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ออกไปหลายแขนงมาก ๆ เลยครับ อาทิ การปลูกแบบรากลอย(Aeroponics) หรืออย่างการปลูกพืชแนวดิ่ง(Vertical Farm) นั่นเอง

 

2. ปุ๋ย

การปลูกพืชแบบออร์แกนิกจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ที่มาจากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นพวกมูลสัตว์ หรือพวกซากใบไม้ต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้ปุ๋ยหมักครับ

ในส่วนของการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์จะใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งมีชื่อเรียกเล่น ๆ ว่าปุ๋ย A และ ปุ๋ย B ซึ่งเป็นการนำแร่ธาตุต่าง ๆ ที่พืชต้องการมาผ่านกระบวนการทางเคมีเพื่อนำไปผสมเป็นปุ๋ยนั่นเอง

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงฟันธงไปแล้วว่าปุ๋ยอินทรีย์ต้องดีกว่าปุ๋ยเคมีสิเพราะมาจากธรรมชาติ ผมบอกเลยว่าไม่ใช่ครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์ต่างก็ให้ธาตุอาหารที่พืชต้องการได้เหมือนกัน เนื่องจากพืชจะดูดสารอาหารผ่านทางรากด้วยวิธี Osmosis ซึ่งสารที่แพร่เข้าไปจะอยู่ในรูปของสารประกอบหรือสารละลายเสมอ ดังนั้นพอเข้าไปแล้วไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีหรือหรืออินทรีย์ก็ไม่ต่างกันครับ หลายคนอาจจะบอกว่าแล้วค่าไนเตรทที่สูงของพืชที่ปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ล่ะ ผมขออธิบายไว้ตรงนี้ครับว่าเกิดจากผู้ปลูกที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการปลูก ไม่มีการคำนวณค่าของปุ๋ยว่าอยู่ระดับใด อัดปุ๋ยเข้าไปเยอะ ๆ เพราะคิดว่าพืชจะโตไวขึ้น ส่งผลให้สารละลายธาตุอาหารมีความเข้มข้นมาก ไนโตรเจนถูกเปลี่ยนเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ไม่ทัน ทำให้เกิดการตกค้าง แต่สำหรับผู้ปลูกที่มีความรู้ การปลูกพืชให้มีค่าไนเตรทสะสมเป็นเรื่องที่ยากมากครับ หรือถ้าใครยังไม่เชื่อผมอยากให้ชมคลิปด้านล่างนี้ครับ อาจารย์ท่านพูดไว้ได้อย่างชัดเจนครับ

 

3. การใช้สารกำจัดศัตรูพืชหรือสารเคมีต่าง ๆ

สำหรับเกษตรอินทรีย์ จะไม่มีการใช้สารเหล่านี้โดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนของการขนส่งหรือการปลูก แต่จะใช้พวกพืชสมุนไพรหรือสารชีวภัณฑ์ในการกำจัดศัตรูพืชแทน ในขณะที่การปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์มีทั้งที่ใช้และไม่ใช้ ซึ่งผู้บริโภคจำเป็นที่จะต้องเลือกหาฟาร์มที่น่าเชื่อถือ แต่อย่างไรก็ตามเรามักจะเห็นตามข่าวบ่อย ๆ ว่ามีฟาร์มออร์แกนิกแอบพ่นยาฆ่าแมลง หรือมีฟาร์มไฮโดรโปนิกส์นำผักไปแช่สารเคมีก่อนการขนส่งเพื่อให้ผักดูสด เก็บได้นาน หรือแม้กระทั่งใช้กรรมวิธีต่าง ๆ ให้ดูเหมือนว่าผักถูกปลูกโดยวิธีธรรมชาติ เช่น เอาธูปจี้ใบให้เป็นรูเหมือนมีแมลงมากิน เป็นต้น

หลายคนอาจจะเริ่มกังวลแล้วว่ามีหลักเกณฑ์ในการเลือกฟาร์มไหม ผมแนะนำได้คร่าว ๆ คือ ลองดูฟาร์มที่มีมาตรฐานต่าง ๆ รับรองจะดีกว่าครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่ามีมาตรฐานรับรองครบแล้วจะมั่นใจได้ 100% ตรงจุดนี้ต้องขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของผู้ประกอบการครับว่ามีการแอบลักลอบใช้สารต่าง ๆ มากน้อยแค่ไหน

 

4. ผลผลิต

แน่นอนว่าผลผลิตจากการทำเกษตรอินทรีย์ จะมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก สารอาหาร แร่ธาตุต่าง ๆ  มากันครบเลย แต่กว่าจะได้สารอาหารที่สูงต้องใช้เวลาปลูกที่นานกว่าแบบไฮโดรโปนิกส์ยกตัวอย่าง เช่น เราปลูกผักชนิดหนึ่งแบบวิธีออร์แกนิกใช้เวลาปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยว 65 วัน ในขณะที่ถ้าเราปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์อาจจะใช้เวลาเพียง 52 วัน เนื่องจากพืชดูดธาตุอาหารได้โดยตรงและต่อเนื่องกว่านั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามจุดที่แตกต่างกันที่เห็นได้ชัดในเรื่องของผลผลิต คือ ความปลอดภัย การปลูกในดินมีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนธาตุโลหะหนักหรือสารอันตรายต่าง ๆ รวมถึงเชื้อโรคที่มากับน้ำ ดิน และปุ๋ยได้ ในขณะที่การปลูกโดยนำรากแช่สารละลายถ้าไม่มีการควบคุมความเข้มข้นก็มีโอกาสที่จะเกิดการตกค้างเช่นกัน

 

5. ราคา

ข้อนี้ผมว่าหลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าผลผลิตที่เป็นออร์แกนิกจะมีราคาที่สูงมาก เนื่องจากต้องใช้เวลาและความเอาใจใส่ในการปลูก มากกว่าไฮโดรโปนิกส์นั่นเอง

 

สรุปแล้วการปลูกพืชทั้ง 2 แบบนี้ปลายทางแทบจะไม่ต่างกันเลยถ้าผู้ปลูกมีความเข้าใจและเชี่ยวชาญในกระบวนการปลูก รวมถึงมีจรรยาบรรณในการใช้สารอันตรายต่าง ๆ มีการตรวจสอบและควบคุมผลผลิตให้มีคุณภาพและมาตรฐานครับ

ปล. สำหรับท่านใดที่ไม่รู้ว่าจะเลือกผักออร์แกนิกหรือไฮโดรโปนิกส์ที่ปลอดภัยมั่นใจได้จากไหน ผมขอแนะนำผัก Plant Factory ที่เหนือกว่าทั้งออร์แกนิกและไฮโดรโปนิกส์ครับ เพราะปลูกโดยผู้เชี่ยวชาญ ใส่ใจทุกขั้นตอน ปลูกในระบบปิด ไม่มีการใช้สารเคมีและสารอันตรายต่าง ๆ มีการควบคุมปัจจัยที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชอย่างเป็นระบบ ทำให้มั่นใจได้ว่าผลผลิตที่ได้จะมีความปลอดภัยและความสะอาดที่สูงมาก คลิกที่ปุ่มด้านล่างได้เลยครับ

บทความที่เหมาะกับคุณ

สภาวะเครียดกับการออกดอกของผักเกล็ดหิมะ

วันนี้ผักอวบหยิบงานวิจัยของบารมีพิรุณตัวหนึ่งที่น่าสนใจมาฝาก เป็นงานวิจัยที่จะทดลองการปลูกผักเกล็ดหิมะในสภาวะที่ทำให้พืชเครียดเพื่อเร่งการออกดอกและดูสรีรวิทยา

Read More »
พืชมูลค่าสูง Plant Factory

การปลูกพืชมูลค่าสูงใน Plant Factory

พืชสมุนไพรและพืชอะโรมาติกเป็นพืชที่เป็นที่ต้องการของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยอดีตกาล โดยความต้องการเหล่านี้เพิ่มขึ้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนในปัจจุบันมีอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับพืชเหล่านี้

Read More »
Crystal Ice Plant

Crystal Ice Plant – พืชน้ำแข็ง อัญมณีแห่งแอฟริกาใต้

“พืชน้ำแข็ง” หรือ “ผักเกล็ดหิมะ ” จัดเป็นพืชในวงศ์ผักเบี้ยทะเล (Aizoaceae) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Mesembryanthemum crystallinum L. และมีชื่อสามัญทั่ว ๆ ไป คือ Crystal Ice Plant หรือ Ice Plant

Read More »

Welcome to BarramePirun

Sign into your account here

or